Login or Register to make a submission.

Submission Preparation Checklist

As part of the submission process, authors are required to check off their submission's compliance with all of the following items, and submissions may be returned to authors that do not adhere to these guidelines.
  • ต้องเป็นผลงานทางวิชาการที่ไม่เคยเผยแพร่ตีพิมพ์ที่ใดมาก่อนและไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ของวารสารวิชาการอื่นๆ
  • The submission file is in OpenOffice, Microsoft Word, or RTF document file format.
  • Where available, URLs for the references have been provided.
  • The text is single-spaced; uses a 14-point font; employs italics, rather than underlining (except with URL addresses); and all illustrations, figures, and tables are placed within the text at the appropriate points, rather than at the end.
  • The text adheres to the stylistic and bibliographic requirements outlined in the Author Guidelines.

Author Guidelines

ระเบียบการเสนอต้นฉบับเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารรามคำแหง ฉบับรัฐประศาสนศาสตร์ 



  •  ต้องเป็นผลงานทางวิชาการที่ไม่เคยเผยแพร่ตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน

  •  ต้องเป็นผลงานทางวิชาการที่ไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ของวารสารวิชาการอื่นๆ

  • ต้องเป็นผลงานทางวิชาการที่เกิดจากการค้นคว้า วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์โดยผู้เขียนเองในสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และสาขาวิชาที่สัมพันธ์  

  • ต้องไม่เป็นผลงานทางวิชาการที่ลอกเลียน ตัดตอนจากผลงานของบุคคลอื่น ไม่มีการคัดลอกผลงาน (plagiarism) ไม่ใช้วิธีการชักนำให้เข้าใจผิดในผลงานหรือผลการศึกษา (misconduct) หรือละเมิดจริยธรรมการทำวิจัย

  • ผู้เขียนต้องจัดเตรียมต้นฉบับตามหลักเกณฑ์การตีพิมพ์ของวารสารรามคำแหง ฉบับรัฐประศาสนศาสตร์ และตามคำแนะนำของบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิ (peer reviewers) 

  • ทัศนะและความเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนโดยตรง บรรณาธิการ กองบรรณาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่อ่านผลงาน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อความคิดเห็นดังกล่าวด้วยประการทั้งปวง


หลักเกณฑ์การตีพิมพ์       


ประเภทผลงานที่ตีพิมพ์     



  • บทความวิจัย (Research Articles) เป็นผลงานโดยสรุปจากการค้นคว้าทดลองหรือวิจัยทางวิชาการที่ผู้เขียนหรือ กลุ่มผู้เขียนได้ค้นคว้าวิจัยด้วยตัวเอง                  

  • บทความวิชาการ (Articles) ซึ่งอาจแยกเป็นบทความปริทรรศน์ (Review Articles) และบทความเทคนิค (Technical Articles) ซึ่งเรียบเรียงจากการค้นคว้าเอกสารวิชาการในสาขานั้นๆ   

  • งานวิชาการอื่นๆ ที่คณะผู้จัดทำเห็นสมควร


หลักเกณฑ์ทั่วไป       


ผลงานวิชาการที่รับพิจารณาตีพิมพ์ ต้องพิมพ์บนกระดาษขนาด A4 พิมพ์หน้าเดียว จำนวน 1 ชุด และควรแนบไฟล์ข้อมูลที่บันทึกลงแผ่นซีดี (CD-ROM) พิมพ์ด้วยโปรแกรม Microsoft Word  


บทความวิจัย ให้มีส่วนประกอบ ดังนี้



  • บทคัดย่อ และ Abstract    โดยให้นำบทคัดย่อขึ้นก่อน ตามด้วย Abstract   ทั้งนี้เป็นการสรุปสาระสำคัญของเรื่อง โดยเฉพาะ วัตถุประสงค์ วิธีการและผลสรุป ไม่ควรเกิน 250 คำ หรือ 15บรรทัด และให้ระบุคำสำคัญ (Key word) ท้ายบทคัดย่อ และ Abstract  จำนวนไม่เกิน 3  คำ และไม่ควรใช้คำย่อในบทคัดย่อ  สำหรับบทความที่ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษต้องส่งบทคัดย่อด้วย   ทั้งนี้บทคัดย่อ และ Abstract  ต้องมีเนื้อหาตรงกัน

  • บทนำ

  • วิธีดำเนินการวิจัย

  • ผลการวิจัยและการอภิปรายผล

  • ข้อเสนอแนะ

  • เอกสารอ้างอิง                                                                                                                         


บทความทางวิชาการอื่นๆ ให้มีองค์ประกอบดังนี้                                                           



  • บทคัดย่อ และ Abstract

  • บทนำ 

  • เนื้อหาสาระ

  • บทสรุป

  • เอกสารอ้างอิง


 หมายเหตุ: นักศึกษาที่ส่งบทความวิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์ หรือสารนิพนธ์ จะต้องมีคำรับรองจากประธาน หรือ กรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์หลักให้พิจารณาลงพิมพ์เผยแพร่


 การเตรียมต้นฉบับ 



  • ขนาดของต้นฉบับ พิมพ์หน้าเดียวบนกระดาษขนาด A4  และเว้นระยะห่างระหว่างขอบกระดาษ ด้านบนและซ้ายมือ 1.25 นิ้ว ด้านล่างและขวามือ 1 นิ้ว  

  • รูปแบบอักษรและการจัดวางตำแหน่ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษใช้รูปแบบอักษร TH Sarabun PSK  ทั้งเอกสาร พิมพ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด โดยใช้ขนาด ชนิดของตัวอักษร รวมทั้งการจัดวางตำแหน่งดังนี้


          2.1 หัวกระดาษ ประกอบด้วย เลขหน้าขนาด 12 พ๊อยต์ชนิดตัวธรรมดา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านขวา 


          2.2 ชื่อเรื่อง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาด 16 พ๊อยต์ชนิดตัวหนา ตำแหน่งกึ่งกลางหน้า กระดาษ ความยาวไม่เกิน 2 บรรทัด


         2.3 ชื่อผู้เขียน ภาษาไทย ขนาด 15 พ๊อยต์ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านขวาใต้ชื่อเรื่อง ทั้งนี้ให้ใส่เครื่องหมายดอกจัน (*) กำหนดเป็นตัวยกกำกับท้ายนามสกุลของผู้เขียน


         2.4 เชิงอรรถ กำหนดเชิงอรรถในหน้าแรกของบทความ ส่วนแรกกำหนดข้อความ “* ตำแหน่งและหน่วยงานหรือสังกัดที่ทำวิจัย” เป็นภาษาไทย ขนาด 10 พ๊อยต์ชนิดตัวหนา  ในส่วนสุดท้ายกำหนดข้อความ  “**  ระบุเฉพาะแหล่งทุนและหน่วยงานที่สนับสนุนงบประมาณ”  เช่น “งานวิจัยเรื่องนี้ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจากทุนงบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยรามคำแหง” เป็นต้น


        2.5 หัวข้อบทคัดย่อ ขนาด 15 พ๊อยต์ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้ายใต้ชื่อของผู้เขียน เนื้อหาบทคัดย่อ ขนาด 14 พ๊อยต์ชนิดตัวธรรมดา จัดพิมพ์เป็น 1 คอลัมน์ บรรทัดแรกเว้น 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้ายและพิมพ์ให้ชิดขอบทั้งสองด้าน 


       2.6 หัวข้อคำสำคัญ  ขนาด 15 พ๊อยต์ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้าย ใต้บทคัดย่อ เนื้อหาภาษาไทยขนาด 14 พ๊อยต์ชนิดตัวธรรมดา ไม่เกิน 3 คำ เว้นระหว่างคำด้วยการเคาะ 2 ครั้ง    


       2.7 Abstract  ขนาด 15 พ๊อยต์ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้าย ใต้คำสำคัญภาษาไทย เนื้อหา Abstract ขนาด 14 พ๊อยต์ชนิดตัวธรรมดา จัดพิมพ์เป็น 1 คอลัมน์ บรรทัดแรกเว้น 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้ายและพิมพ์ให้ชิดขอบทั้งสองด้าน   


       2.8 Keywords ขนาด 15 พ๊อยต์ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้ายใต้ Abstract เนื้อหาภาษาอังกฤษขนาด 14 พ๊อยต์ชนิดตัวธรรมดาไม่เกิน 3 คำ เว้นระหว่างคำด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,)     


       2.9 หัวข้อหลักทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาด 15 พ๊อยต์ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้าย 


       2.10 หัวข้อย่อยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาด 14 พ๊อยต์ชนิดตัวหนา Tab 1.5 เซนติเมตร จากอักษรตัวแรกของหัวข้อเรื่อง


       2.11 เนื้อหาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาด 14 พ๊อยต์ชนิดตัวธรรมดา จัดพิมพ์เป็น 1 คอลัมน์ บรรทัดแรกเว้น 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้ายและพิมพ์ให้ชิดขอบทั้งสองด้าน


       2.12 อ้างอิง (References)  การอ้างอิงเอกสารให้เขียนตามแบบ APA (American Psychological Association)


 3. จำนวนหน้า บทความต้นฉบับมีความยาวประมาณ 15 หน้า A 4


     การเขียนต้นฉบับกำหนดให้ใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น ในกรณีเขียนเป็นภาษาไทย ควรแปลคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้มากที่สุด ยกเว้นในกรณีที่คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำเฉพาะที่แปลไม่ได้หรือแปลแล้วไม่ได้ความหมายชัดเจนให้ใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้และควรใช้ภาษาที่ผู้อ่านเข้าใจง่าย ชัดเจน หากใช้คำย่อต้องเขียนคำเต็มไว้ครั้งแรกก่อน โดยเนื้อหาต้องเรียงลำดับตามหัวข้อดังนี้  


ลำดับหัวข้อในการเขียนต้นฉบับบทความวิจัย 



  • ชื่อเรื่อง ควรสั้น และกะทัดรัด ความยาวไม่ควรเกิน 100 ตัวอักษร ชื่อเรื่องต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยให้นำชื่อเรื่องภาษาไทยขึ้นก่อน                        

  • ชื่อผู้เขียน เป็นภาษาไทย หากเกิน 6 คนให้เขียนเฉพาะคนแรกแล้วต่อท้ายด้วย “และคณะ”   

  • ชื่อหน่วยงานหรือสังกัด ที่ผู้เขียนทำงานวิจัยเป็นภาษาไทย    

  • บทคัดย่อ และ Abstract  โดยเขียนสรุปเฉพาะสาระสำคัญของเรื่อง อ่านแล้ว เข้าใจง่าย ความยาวไม่ควรเกิน 250 คำ หรือ 15 บรรทัด โดยให้นำบทคัดย่อภาษาไทยขึ้นก่อน ทั้งนี้บทคัดย่อ และ Abstract ต้องมีเนื้อหาตรงกัน

  • คำสำคัญ (Keywords) ให้อยู่ในตำแหน่งต่อท้ายบทคัดย่อ และ Abstract ไม่เกิน 3 คำ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ในการเลือกหรือค้นหาเอกสารที่มีชื่อเรื่องประเภทเดียวกันกับเรื่องที่ทำการวิจัย

  • บทนำ เป็นส่วนของเนื้อหาที่บอกความเป็นมา และเหตุผลนำไปสู่การศึกษาวิจัย และควรอ้างอิงงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง                                                                                      

  • วัตถุประสงค์ ชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา

  • กรอบแนวคิด (ถ้ามี) ชี้แจงความเชื่อมโยงตัวแปรต้นและตัวแปรตามในการทำการวิจัย

  • ระเบียบวิธีการวิจัย ควรอธิบายวิธีดำเนินการวิจัย โดยกล่าวถึงประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง และที่มาของกลุ่มตัวอย่าง)  การสร้างและพัฒนาคุณภาพเครื่องมือ การเก็บและรวบรวมข้อมูล  และการวิเคราะห์ข้อมูล   

  • ผลการวิจัย เป็นการเสนอสิ่งที่ได้จากการวิจัยเป็นลำดับ อาจแสดงด้วยตาราง กราฟ แผนภาพประกอบการอธิบาย ทั้งนี้ ตารางควรมีเฉพาะที่จำเป็น  สำหรับรูปภาพประกอบควรเป็นรูปภาพขาว-ดำที่ชัดเจน และมีคำบรรยายใต้รูป

  • อภิปรายผล ควรมีการอภิปรายผลการวิจัยว่าเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่เพียงใด และควรอ้างทฤษฎีหรือเปรียบเทียบการทดลองของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องประกอบ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นด้วยตามหลักการหรือคัดค้านทฤษฎีที่มีอยู่เดิม

  • ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับงานวิจัยควรเป็นข้อเสนอแนะที่สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง หรือข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต           

  • ผู้เขียน/คณะผู้เขียน ในส่วนท้ายของบทความ ให้เรียงลำดับตามรายชื่อโดยระบุตำแหน่งทางวิชาการ ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ และ e-mail 


การเขียนเอกสารอ้างอิง                                                               


          การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลในเนื้อเรื่อง ให้อ้างอิงในส่วนเนื้อเรื่องแบบนาม-ปี (Author – date on text citation) รวมทั้งให้มีการอ้างอิงท้าย เล่ม (Reference citation) โดยรวบรวมรายการเอกสารทั้งหมดที่ผู้เขียนอ้างอิงที่ปรากฏเฉพาะในบทความเท่านั้น และจัดเรียงตามลำดับอักษรชื่อผู้แต่งโดยใช้ระบบอ้างอิงมาตรฐานเอพีเอ (APA Style)  


ขั้นตอนการส่งบทความ On line เพื่อการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร 


การสมัครสมาชิก (Register)  (ถ้าเป็นสมาชิกของวารสารแล้ว ให้เข้าสู่ระบบ log in และไปยังขั้นตอนการ Submission )   



  1. สร้าง Username / Password 

  2. สร้าง Profile ( ชื่อ, Email, รายละเอียดข้อมูลต่างๆ)

  3. ยืนยันการสมัครสมาชิกทาง Email 


การส่งบทความ (Submission) 



  1. คลิก Author ในช่อง User Home 

  2. คลิก Click Here ใน Start a New Submission                                                  


      Step 1 :  เลือกทุกช่อง เพื่อเป็นการยืนยันว่าบทความของท่านเป็นไปตามเงื่อนไขที่วารสารกำหนด


      Step 2 :  อัพโหลดบทความเป็นไฟล์ word


      Step 3 :  กรอกรายละเอียดข้อมูลต่างๆสำหรับบทความของท่าน เช่น Author, Title and abstract, search terms (index terms)


      Step 4 :  หากมีไฟล์ตารางหรือรูปภาพ ให้ทำการอัพโหลดเหมือนขั้นตอนที่ 2 หากไม่มี ให้ทำการ save and continue เพื่อไปยังขั้นตอนถัดไป                     


    Step 5 :  เสร็จสิ้นการ submission และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดย editor ต่อไป


จรรยาบรรณของผู้เขียนบทความเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารรามคำแหง ฉบับรัฐประศาสนศาสตร์                                                                                                           



  •  ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในระเบียบการเสนอต้นฉบับเพื่อการตีพิมพ์อย่างเคร่งครัด

  •  ไม่นำผลงานของบุคคลอื่นมาใช้เป็นผลงานของตนเองโดยไม่มีการอ้างอิงและจัดทำรายการเอกสารอ้างอิงไว้ท้ายบทความ 

  •  กรณีที่ทำวิจัยโดยมีชื่อร่วมหลายคน แต่ละคนจะต้องมีส่วนในการทำวิจัยนั้นๆ

  •  ต้องระบุแหล่งทุนสนับสนุนการทำวิจัย (ถ้ามี) 

  •  ต้องระบุผลประโยชน์ทับซ้อน (ถ้ามี)